| 10 วิธีบำบัดเด็กสมาธิสั้น |
|
| 10 วิธีบำบัดเด็กสมาธิสั้น |
|
| ใครมือชาบ่อยๆ ต้องอ่าน ! |
|
| ~~~ 7 ท่าเพิ่มพลังหัวใจ ~~~ |
|
DETOX “ดีท็อกซ์”
ในระบบทางเดนอาหารโดย ไม่ต้องสวนทวาร และเพิ่มสารอาหารโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แร่ธาตุ ด้วยโปรตีนสกัดจากถั่วเหลืองผสมธัญพืชเส้นใยสูงจากธรรมชาติ
DETOX “ดีท็อกซ์”สารล้างพิษด้วยระบบธรรมชาติ
ทำไมต้องทำดีท็อกซ์ “DETOX”
เพราะทุกวันนี้เราจะต้องเจอะกับปัญหามลภาวะที่เป็นพิษจะเข้าสู่ร่างกายเราโดยทางตรงและทางอ้อม ทำให้เราไม่รู้ตัวเช่น มลภาวะทางอากาศ ควันพิษ ฝุ่นละออง สารเคมี สารปนเปื้อน สารตะกั่ว สารปรอท ยาฆ่าแมลง ฆ่าหญ้า ปุ๋ยเคมี ยาปฏิชีวนะ อาหารฟาสต์ฟู้ด (Junk Food) สารกันบูด สารปรุงแต่งกลิ่น และสีผสมอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในร่างกายก็จะเต็มไปด้วย สารตกค้างของยาฆ่าแมลง สารเคมีหรือสารเร่งการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ (สารเร่งเนื้อแดง) แม้กระทั่งน้ำดื่มที่เราคิดว่าสะอาด แต่อาจจะมีสารปนเปื้อนตกค้างอยู่ถ้ากระบวนการกรองและการฆ่าเชื้อโรคไม่ได้มาตรฐาน สารพิษสะสมตกค้างเหล่านี้อาจจะทำให้เกิดปัญหาโรคต่างๆ ได้ การสะสมของสารพิษในร่างกายเราจะเพิ่มมากขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวเมื่อสารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายเราจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปทั่วร่างกายแล้วจะซึมเข้าสู่ตับ วึ่งจะทำให้ตับและไตทำงานหนักในการฟอกและสารสลายพิษให้ออกจากร่างกาย เมื่อร่างกายขับสารพิษออกไม่หมดก็จะสะสมอยู่ในร่างกาย ยิ่งนานวันเข้าสารพิษตกค้างสะสมมากขึ้นสุขภาพร่างกายของเราก็จะเริ่มมีอาการต่าง ๆ เช่น อาการปวดหัว ปวดหลัง เครียด ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง นอนไม่หลับ เกิด๓มิแพ้ ผิวพรรณหยาบกร้าน ตกฝ้ากระดำบนใบหน้า ลำไส้อักเสบ ท้องอืด ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เป็นบ่อเกิดของโรคทั้งนั้น เมื่อเกิดปัญหาท้องผูกมาก ๆ หรือนานวันเข้าจะทำให้อุจจาระตกค้างสะสมอยู่ในลำไส้เพิ่มมากขึ้น และทำให้อุจจาระไปเกาะตามผนังลำไส้เรามากขึ้นทำให้ลำไส้เราตีบ แคบลง และจะอุดตันไปในที่สุด และสิ่งที่เกาะตามผนังลำไส้เรานาน ๆ เรียกว่า ตะกรันอุจจาระ (สีดำและเหม็นมาก)
ความสำคัญของเส้นใยอาหาร
เส้นใยอาหารก็คือ ส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างมหาศาลในช่วงปลายทศวรรษ 1980 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบความสำคัญของเส้นใยอาหารในปัจจุบันนี้นักวิจัยจำนวนมากทั้งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และสถาบันอื่น ๆ อีกหลายแห่งที่กำลังตื่นตัวเร่งศึกษาถึงคุณประโยชน์ของเส้นใยอาหารนี้กันอย่างกว้างขวาง และนักวิจัยได้ชี้ให้เราเห็นประโยชน์ของเส้นใยอาหารที่มีหน้าที่คล้ายภารโรงที่คอยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยเก็บกวาดสารพิษรวมทั้งสารก่อมะเร็งต่าง ๆ ออก ไปจากร่างก่ย เส้นใยอาหารจะช่วยชะล้างพิษในลำไส้และช่องท้อง และช่วยย่นเวลาการย่อยอาหารให้เร็วขึ้นแถมยังช่วยทำให้ปริมาณสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายขับออกไปได้เร็วมากยิ่งขึ้นการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากจะทำให้เรารู้สึกอิ่มนานไม่รู้สึกหิวบ่อยและไม่ต้องกินจุบกินจิบตลอดเวลา
โดยปกติถ้าคนเราถ้ากินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ของทอด ปิ้ง ย่าง มากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการท้องผูกขึ้นได้ซึ่งหมายความว่าโอกาสที่จะเป็นมะเร็งลำไส้หริอโรคอื่นใดที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารก็จะมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะถ้าท่านยังกินอาหารที่มีแต่ไขมันและน้ำตาลมากอยู่เหมือนเดิม
แต่ถ้าเราเน้นกินอาหารที่มีปริมาณโปรตีนที่พอเหมาะกินอาหารที่มีเส้นใยอาหารให้มากขึ้นและที่มีไขมันให้น้อยลง ระบบย่อยอาหารก็จะทำงานได้ดีขึ้นส่งผลให้ลำไส้และอวัยวะภายในอื่น ๆ มีสุขภาพดีตามไปด้วยโอกาสที่จะเป็นมะเร็งบางอย่างน้อยลง
เส้นใยอาหารมี 2 ชนิด
เส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ พบได้ในอาหารธัญพืชที่ได้จากรำข้าวธัญพืช ไม่ขัดขาว ขนมปัง พาสต้า และผัก ส่วนใหญ่ ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำด้วยการดูดซับน้ำไว้ในลำไส้ ทำให้ตัวมันนุ่มขึ้น รวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่เพื่อเพิ่มปริมาณอุจจาระ เคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่ได้เร็วขึ้น หากขาดเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำจะทำให้ท้องผูก
เส้นใยอาหารที่ละลายน้ำ ส่วนใหญ่พบในถั่วที่เมล็ดแห้ง ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรซ์ และผลไม้ เมื่อรวมตัวกับน้ำจะได้สารเหมือนเมือก เจล ส่งผลให้การย่อยและดูดซึมอาหารช้าลง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้นหลังรับประทานอาหาร อีกทั้งยังเป็นอาหารสุขภาพที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้
กระบวนการย่อยอาหารของเรานั้น ลำไส้จะทำหน้าที่ย่อยสิ่งที่กระเพาะย่อยไม่ได้และดูดซึมไปใช้โดยมีน้ำย่อยจากตับอ่อนออกมาช่วยย่อยอาหารจำพวกเนื้อที่เรารับประทานเข้าไป หากลำไส้เล็กย่อยไม่หมดก็จะเหลือตกค้างและเคลื่อนที่ไปสะสมอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ก็เกิดการหมักหมมและบูดเน่ากลายเป็นพิษต่าง ๆ ขึ้น ภายในลำไส้ใหญ่ ซึ่งยาว 5-7 ฟุต ขดเป็นรูปตัวยูคว่ำ ลำไส้ใหญ่จะบีบตัวดูดซึมน้ำและของเหลวออกจากกากที่ตกค้าง ซึ่งกว่าของเสียจะถูกขับออกมาทางมวารหนักต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน บางคนที่ท้องผูกเรื้อรังใช้เวลาเป็นสัปดาห์ โดยของเสียและสารพิษยิ่งถูกปล่อยให้คั่งค้างสะสมอยู่ในร่างกายยิ่งนาน ก็ยิ่งถูกดูดซึมกลับสู่กระแสเลือดมากเท่านั้น
ถึงแม้ว่าคนที่ขับถ่ายได้ดีร่างกายก็ไม่สามารถกำจัดของเสียและสารพิษในลำไส้ใหญ่ได้หมดสิ้น ดังนั้นภายในส่วนลึกลำไส้ใหญ่ของเราทุกคนล้วนยังคงมีของเสียและสารพิษตกค้างอยู่ ซึ่งถ้าเราปล่อยให้สะสมอยู่เป็นเวลานาน นอกจากจะถูกดูดซึมย้อนกลับเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว ส่วนที่เกาะติดอยู่ที่ผนังลำไส้สามารถก่อให้เกิดโรคร้ายอย่างเช่น มะเร็งลำไส้ ได้อีกด้วย ดังนั้นผู้ที่ต้องการมีสุขภาพที่ดี อายุยืนยาวและห่างไกลจากโรคร้าย สิ่งหนึ่งที่ควรทำเป็นประจำ คือช่วยร่างกายกำจัดหรือขับของเสียและสารพิษที่คั่งค้างสะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ให้อกจากร่างกายให้หมดไปด้วยการทำ “ดีท็อกซ์” Detox ด้วยระบบธรรมชาติ
คุณประโยชน์ที่ได้รับจากโปรตีนสกัดจากถั่วเหลืองผสมธัญพืช
1. ขับถ่ายและล้างสารพิษ สารตกค้าง ของเสียในระบบทางเดินอาหาร ระบบเลือด ระบบทางเดินอาหารของน้ำและน้ำเหลือง ให้ออกจากร่างกายในปริมาณที่มากขึ้น
2. ทำให้ระบบการย่อย การดูดซึมอาหาร การขับถ่ายให้เป็นไปตามธรรมชาติ ลดสารพิษในลำไส้ ลดปัญหาท้องผูก ปรับสมดุลในร่างกาย
3. เพิ่มสารอาหารต่าง ๆ เช่นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุ วิตามิน และเกลือแร่ ชาวยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และสร้างเซลล์ใหม่ สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
4. ช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส ไม่หมองคล้ำ ลดกลิ่นตัวกลิ่นปาก
5. ทำให้สมองผ่อนคลาย ประสาทไม่ตึงเครียด จิตใจแจ่มใสร่าเริง กระปรี้กระเปร่าสดชื่น
6. เหมาะสำหรับผู้ต้องการกำจัดสารพิษ สารตกค้าง ของเสีย ควบคุมน้ำหนัก ผู้มีปัญหาลำไส้แปรป่วน ริดสีดวงทวาร ท้องผูกเรื้อรัง ผู้มีความเสี่ยงต่อโรคเสื่อมต่าง ๆ เช่นมะเร็ง เบาหวาน หัวใจ ความดันสูง เส้นเลือดอุดตัน ลดคอเลสเตอรอล โรคอ้วน และผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงต่อการสะสมสารพิษในร่างกาย
วิธีรับประทาน
รับประทานก่อนอาหาร เช้า - เย็น ½ - 1 ชั่วโมง 1 ช้อน (10 กรัม) ชงในน้ำ 250 มิลลิลิตร คนให้เข้ากันรีบรับประทานอาหารทันที หรือจะผสมน้ำผลไม้ นมเปรี้ยว ยาคูลท์ น้ำเต้าหู้ น้ำนม แล้วดื่มน้ำตามอีก 1 - 2 แก้ว
หมายเหตุ : สำหรับท่านที่มีปัญหาท้องผูกมาก ๆ ให้ทานวันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร 15 – 30 นาที และให้ทานตืดต่อกันนาน 3 - 5 วัน หลังจากนั้นให้ท่านทาน วันละ 2 หรือ 3 ครังต่อวันก็ได้
- ท่านที่จ้องการลดน้ำหนัก ให้ทานวันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร 15 – 30 นาที
เป็นประจำทุกวัน
เส้นใยอาหารที่ท่านได้รับ
***ใน 1 – ½ ช้อน มีเส้นใยอาหารทั้งหมด 5 กรัม ประกอบด้วย ใยอาหารที่ละลายน้ำได้
2.015 กรัม ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ 3.045 กรัม
***ใน 1 ซอง มีใยอาหารทั้งหมด 5 กรัม ประกอบด้วย ใยอาหารที่ละลายนำได้ 2.015 กรัม
ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ 3.045 กรัม
วัย 50+ กินอย่างไรให้แข็งแรง
คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อะไร ๆ ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุ 50 ปี ขึ้นไป ความรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งสภาวะร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้น อาจจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตในร่างกาย หัวใจ สมอง ระบบย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหารจะมีประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่ออายุย่างเข้า 50 โรคภัยต่าง ๆ จะเข้ามารุมเร้า ที่เป็นปัญหาพบบ่อยในผู้สูงอายุคงหนีไม่พ้นโรคหัวใจและหลอดเลือดความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง หรือแม้แต่โรคต้อกระจก โรคกระดูกพรุน และอาการปวดตามข้อต่าง ๆ
เมื่อวัยที่เพิ่มขึ้น ร่างกายมีโอกาสในการขาดสารอาหารมากขึ้น
ด้วยสาเหตุใหญ่ 3 ประการ
1. ภาวะการณ์เปลี่ยนแปลงทางร่างกาย (Physiological change) ถึงแม้ปัจจุบันสุขอนามัยที่ดีขึ้นหรือความเอาใจใส่ทางด้านสุขภาพที่มากขึ้น แต่เวลาที่ไม่เคยคอยใครก็ย่อมทำให้ความเสื่อมต่าง ๆ ทางร่างกายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่น
Ø เหงือกและฟันไม่ดี ทำให้วัยนี้ต้องลดการรับประทานอาหารหรือเปลี่ยนไปทานอาหารที่หุงต้มจนเปื่อย ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียวิตามินและเกลือแร่ไปมากในระหว่างการปรุงอาหาร
Ø ระบบย่อยอาหารทำงานลดลง เนื่องจากการหลั่งของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร และน้ำดีลดลง อาหารที่ทานเข้าไปจึงไม่สามารถถูกย่อยและดูดซึมเอาไปใช้ได้อย่างเต็มที่
2. ภาวะทางอารมณ์และสังคม (Social and Mentality change) ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เช่น เสียใจ หงุดหงิด จิตใจหดหู่ หรือการเปลี่ยนแปลงลักษณะการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ กิจกรรมที่ทำลดลงเหล่านี้อาจจะทำให้ความอยากอาหารลดลง จึงเป็นสาเหตุที่สำคัญอันหนึ่งที่เพิ่มโอกาสการขาดวิตามินและเกลือแร่
3. ปฏิกิริยาระหว่างยากับวิตามินและเกลือแร่ (drugnutrient interaction) วัยที่มากขึ้น ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็มักจะเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว เช่นโรคติดเชื้อ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งโรคส่วนใหญ่ที่คนวัยนี้เป็นมักจะเป็นโรคเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและเป็นระยะเวลานาน ซึ่งมียาบางประเภทอาจรบกวนหรือขัดขวางการดูดซึมของวิตามินและเกลือแร่ได้ เช่น
Ø ยาฆ่าเชื้อกลุ่มซัลฟา จะขัดขวางการดูดซึมของกรดโฟลิค
Ø ยาปฏิชีวนะ เช่น นีโอไมซิน จะยับยั้งการหลั่งน้ำมันย่อยไขมัน ทำให้การดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันลดลง
Ø ยารักษาโรคเก๊าท์ รบกวนการดูดซึมของแคโรทีน และวิตามินบี 12
โภชนาการที่สมดุลสำหรับวัย 50 ปีขึ้นไป
ภาวะโภชนาการเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากในวัย 50 ปีขึนไป เพราะการได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่าง ๆ อย่างครบถ้วน สมดุล โดยเฉพาะวิตามินและเกลือแร่จะมีส่วนช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่แข็งแรง ไม่ติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่าย และร่างกายจะมีความสามารถในด้านการต้านโรคร้ายต่าง ๆ รวมถึงสามารถป้องกันและชะลอความเสื่อมของร่างกายและจิตใจได้ การเสริมด้วยวิตามินและเกลือแรวมจะช่วยทำให้มั่นใจว่าผู้สูงอายุได้รับสารอาหรพื้นฐานตามที่ร่างกายต้องการ รวมทั้งมีผลการศึกษาว่าการเสริมวิตามินรวมจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและลดการติดเชื้อในผู้สูงอายุได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลดลง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนวัย 50 ปีขึ้นไปนั้นดีขึ้น ซึ่งสารอาหารที่ต้องการในวัย 50 ปีขึ้นไป จะมีความแตกต่างกับสารอาหารบางชนิดมากขึ้นและสารอาหารบางชนิดลดลง
นักวิยาศาสตร์จากสถาบันโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุจาก มหาวิทยาลัยทัฟฟ์ บอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา แนะนำการเสริมอาหารเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
เบต้าแคโรทีน วิตามินอี วิตามินซี ที่จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคต้อกระจก
วิตามินอี สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง ไม่เกิดอาการแพ้และคันตามร่างกาย
วิตามินเค เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในปัจจัยที่ทำให้เลือดแข็งตัว ซึ่งพบว่าวัย 50 ปีขึ้นไปที่รับประทานยาฆ่าเชื้อ เช่น ยากลุ่มซัลฟา นีโอมัยซิน มักจะมีโอกาสขาดวิตามินนี้ได้
กลุ่มวิตามินบี โดยเฉพาะบี 12 ที่ทำงานร่วมกับกรดโฟลิค ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดป้องกันโรคโลหิตจางได้ นอกจากนี้กรดโฟลิคยังทำงานร่วมกับวิตามิน บี6,บี12 ในการลดระดับโฮโมซีสเตอีนที่มีส่วนเร่งทำให้หลอดเลือดตีบตัน มีผลทำลายเยื่อบุหลอดเลือด และกระตุ้นให้เกิดการแข็งตัวของเลือด ซึ่งมักจะพบว่ามีระดับสูงในคนไข้โรคหัวใจ ฉะนั้นการเลือกรับประทานผักใบเขียวต่าง ๆ ตับและถั่ว จพทำให้เราได้รับกรดโฟลิคที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของหัวใจได้
กลุ่มแร่ธาตุหลัก เช่น แคลเซียม ช่วยรักษาเนื้อกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน สำหรับวัย 50 ปีขึ้นไปควรได้รับ 1,000-1,200 มิลลิกรัมต่อวัน สังกะสี ช่วยป้องกันการติดเชื้อเพิ่มภูมิต้านทาน และแร่ธาตุกลุ่ม Trace element ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณน้อยแต่ขาดไม่ได้ เช่น โครเมียม และ วานาเดียม ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล โบรอนจำเป็นต่อการสร้างเนื้อมวลกระดูก
ซิลิกอน โมลิบดีนัม และซีลีเนียม ที่เป็นแร่ธาตุจำเป็นพื้นฐานต่อการทำงานของร่างกาย
ข้อแนะนำอื่น ๆ ในการบริโภค
· ทานอาหารให้เป็นเวลาสม่ำเสมอ ไม่ควรงดเว้นมื้อใดมื้อหนึ่งและทานอาหารที่หลากหลายไม่จำเจ
· แนะนำให้ทานอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ ไม่ควรทานอาหารเป็นปริมาณมาก ๆ ในแต่ละมื้อ เนื่องจากประสิธิภาพที่ลดลงของระบบการย่อยและการดูดซึมอาจจำเป็นต้องได้รับอาหารระหว่างมื้อ เพื่อช่วยให้ได้รับพลังงานที่เพียงพอ
· อาหารที่ทานควรเป็นอาหารที่เคี้ยวง่าย กลืนและย่อยได้ง่ายเนื่องจากการหลั่งของน้ำย่อยและน้ำลายลดลง ทั้งนี้ควรลดอาหารที่มีรสจัด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาของระบบการย่อยอีกด้วย
· ลดการทานอาหารเค็มจัด เช่น อาหารหมักดอง อาหารที่มีซอสปรุงรส โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันความดันโลหิตสูง อาการบวมน้ำ และในผู้ที่เป็นโรคหัวใจเพื่อไม่ให้หัวใจต้องทำงานหนัก
· ลดการบริโภคไขมัน เนื่องจากความต้องการพลังงาน ซึ่งได้จากไขมันลดลง จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารไขมัน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น
ลดอาหารทอดกรอบ อาหารที่ผัดน้ำมัน เนื้อสัตว์ติดหนังและมัน รวมถึงอาหารที่ปรุงด้วยกะทิ ไอศกรีมและเบเกอรี่
สรุปได้ว่าการได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะได้รับจากการโภชนาการที่ดี หรือการเสริมด้วยวิตามินเป็นประจำ ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำกิจกรรมที่ชอบร่วมกับลูกหลาน ไม่เครียด ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า นอนหลับให้เพียงพอ เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุยืนยาวอย่างมีความสุขและมีชีวิตที่มีคุณค่าทำประโยชน์ให้สังคมได้อีกนาน